รายงานการวิจัยฉบับที่
26
ผู้วิจัย
รศ.ดร.ดวงเดือน
พันธุมนาวิน
อ.ดร.เพ็ญแข ประจนปัจจนึก
ปีที่พิมพ์
2524
วัตถุประสงค์
การวิจัยเรื่อง"ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวกับสุขภาพจิตและจริยธรรมของนักเรียน
วัยรุ่นไทย"
นี้ มีจุดประสงค์ที่สำคัญ
4 ประการ ประการแรก
คือ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
สุขภาพกายและสุขภาพจิตในวัยรุ่นประเภทต่าง
ๆ ประการที่สองคือ
การศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของผู้ที่มีระดับสุขภาพจิตที่แตกต่างกัน
ประการที่สามคือ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตกับจริยธรรมของวัยรุ่น
ประการที่สี่
คือ การศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของผู้ที่มีจริยธรรมในระดับต่างกัน
วิธีดำเนินการวิจัย
ในการวิจตัยภาคสนามนี้
กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชายหญิงในชั้น
ม.ศ.1 และ ม.ศ.3 ในกรุงเทพÏ
และที่จังหวัดสงขลาผู้มีอายุระหว่าง
13 - 17 ปี จำนวน 917 คน
เมื่อสุ่มเลือกโรงเรียนและชั้นเรียนแล้วก็ได้ขอให้นักเรียนในชั้นนั้น
ๆ ตอบแบบวัดและแบบสอบถามพร้อมกันในชั้นเรียน
แบบสอบถามซึ่งพิมพ์รวมกันเป็นฉบับนี้ประกอบด้วย
แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรมตามทฤษฏีของโคลเบอร์ก
ซึ่งมีลักษณะเป็นปรนัย
6 ตัวเลือก จำนวน
15 ข้อ แบบวัดสุขภาพจิตซึ่งมีลักษณะเป็นประโยคประกอบมาตราส่วน
6 หน่วย จำนวน
20 ข้อ แบบวัดสุขภาพกายซึ่งมีลักษณะเหมือนกับแบบวัดสุขภาพจิต
จำนวน 20 ข้อ แบบวัดการถูกอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน
ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยคประกอบมาตราส่วน
6 หน่วย จำนวน
10 ข้อ และแบบวัดการถูกอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
มีลักษณะเดียวกัน
จำนวน 5 ข้อ แบบวัดการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของผู้ปกครอง
ซึ่งมี เนื้อหาเหมือนกับแบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรมส่วนแรกของนักเรียน
จำนวน 5 ข้อ แบบวัดทัศนคติต่อบิดา
จำนวน 20 ข้อ แบบวัดทัศนคติต่อมารดา
ซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกับแบบวัดทัศนคติต่อบิดา
จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามลักษณะทางชีวสังคมและภูมิหลังของครอบครัวอีกส่วนหนึ่ง
มีลักษณะให้เติมคำและเลือกขีดตอบ
ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยนี้ ได้แบ่งตัวแปรที่ศึกษาเป็น 4 ระดับ คือ ระดับแรก ตัวแปรเกี่ยวกับลักษณะทางชีวสังคมและภูมิหลังของผู้ตอบ จำนวน 8 ตัวแปร เป็นตัวแปรอิสระ ระดับที่สองคือ ตัวแปรความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมี 5 ตัวคือ การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุน การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ปริมาณความขัดแย้งในการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม (ซึ่งมาจากคะแนนความแตกต่างระหว่างคะแนนเหตุผลเชิงจริยธรรมของเด็ก และคะแนนการรับรู้เหตุผลเชิงจริยธรรมของเด็ก และคะแนนการรับรู้เหตุผลเชิงจริยธรรมของผู้ปกครองซึ่งเด็กรายงานในเหตุการณ์เดียวกัน 5 เรื่อง ทัศนคติต่อบิดา และทัศนคติต่อมารดา ระดับที่สาม คือ คะแนนสุขภาพกาย และคะแนนสุขภาพจิต ระดับที่สี่คือ คะแนนแสดงระดับเหตุผลเชิงจริยธรรมของผู้ตอบ ตัวแปรในระดับที่สองและระดับที่สามใช้เป็นทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตามในการวิเคราะห์ทางสถิติต่าง ๆ ส่วนตัวแปรในระดับที่สี่ใช้เป็นตัวแปรตามอย่างเดียว ได้ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ แฟคตอเรียล โดยใช้ตัวแปรอิสระทีละ 3 ตัว และการวิเคราะห์แบบถดถอยพหุคูณชนิดสเตปไวส์เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ 7 ข้อ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลนอกเหนือจากสมมติฐานทางการวิจัยที่ตั้งไว้ด้วย
สรุปผล
ผลการวิจัยที่สำคัญมี
4 ประการ ประการแรกคือ
วัยรุ่นที่มีสุขภาพกายในระดับสูงมากเพียงใด
ก็มีสุขภาพจิตในระดับที่สูงขึ้นด้วย
ผลนี้พบแต่เฉพาะในวัยรุ่นชาย
วัยรุ่นตอนต้น
วัยรุ่นในชนบท
วัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่มีระดับเศรษฐกิจสูงและต่ำ
ผลประการที่สอง
การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนมาก
การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
ทัศนคติที่ดีต่อบิดาและต่อมารดาสูง
เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพจิตที่ดีในระดับสูงของวัยรุ่นหลายประเภท
โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่แยกอยู่ต่างหากจากบิดามารดา
ส่วนวัยรุ่นที่บิดามีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพจิต
คือ วัยรุ่นในชนบทและ
วัยรุ่นที่มารดาทำงานอาชีพ
ส่วนวัยรุ่นจากระดับเศรษฐกิจและสังคมสูง
มีปัญหาทางสุขภาพจิตมากกว่าวัยรุ่นจากระดับต่ำกว่า
ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการมีทัศนคติที่ดีต่อมารดาในระดับต่ำ
ผลประการที่สาม
คือ ผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีในระดับสูงเท่าใดก็มีความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมสูงตามไปด้วยนั้น
พบแต่ในวัยรุ่นหญิงจากครอบครัวที่มีระดับเศรษฐกิจและสังคมสูง
(ค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ในกลุ่มนี้คือ
.60) เท่านั้น ผลประการที่สี่คือ
ลักษณะความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
3 ตัวแปรคือ
ปริมาณความขัดแย้งในการใช้เหตุผลระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง
การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนและทัศนคติที่ดีต่อบิดาเกี่ยวข้องกับระดับการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของวัยรุ่นหลายประเภท
โดยเฉพาะวัยรุ่นในชนบท
สรุปได้ว่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ศึกษา
5 ด้านเกี่ยวข้องกับ
สุขภาพจิตของวัยรุ่นในปริมาณที่สูงกว่าที่เกี่ยวข้องกับระดับจริยธรรมของวัยรุ่น
ส่วนบิดามีความสำคัญต่อจิตใจของบุตรวัยรุ่นมากกว่าที่ได้คาดไว้